ฉบับธันวาคม 2010 - มกราคม 2011  

s

 

สรุปท้ายปี 2010 เพื่อย้ำเตือนและกล่าวถึงความหมายของการนมัสการกันอีก และปีต่อไป
เราจะเข้าสู่เรื่องราวของการสรรเสริญที่มีเกิดขึ้นมากมายเช่นกันตามการบันทึกที่ปรากฏ
ในพระคัมภีร์ หวังว่าเราจะสามารถเห็นถึงความแตกต่างและเหตุของการแสดงออกของ
ทั้งสองอย่างนี้ เพื่อที่ว่าเราจะได้มีความทุ่มเทและเต็มที่กับการสรรเสริญและนมัสการ
อย่างมีความเข้าใจ มั่นใจ และเป็นตัวเองมากที่สุดต่อพระเจ้า ขอให้ยังติดตามบทความ
ของปี
2011 กันต่อไปเพื่อเราจะไปถึงจุดหมายด้วยกันคือที่จะทำให้การสรรเสริญและการ
นมัสการพระเจ้าเกิดขึ้นอย่างแข็งแรงในแผ่นดินนี้




ปักใจฝ่ายวิญญาณเป็นวิญญาณ
เขียนโดย บงกช ฮัดซัน

หนังสือที่ให้ความเข้าใจเรื่องการนมัสการมากที่สุดก็คือพระคัมภีร์ทั้งพันธสัญญาเดิม
และพันธสัญญาใหม่ร่วมกัน มันเป็นเรื่องราวอันยาวนานที่บันทึกเรื่องความสัมพันธ์ของ
พระเจ้ากับมนุษย์ รวมถึงเรื่องราวของการนมัสการด้วย



คนมักสับสนและเห็นภาพเรื่องการนมัสการพระเจ้าลางๆ ไม่ชัดเจน เพราะว่าชอบยก
สิ่งที่เป็นฝ่ายเนื้อหนังธรรมชาติและการประพฤติปฏิบัติมาเป็นมาตรฐานบ่งชี้เรื่องการ
นมัสการ จริงๆ แล้วเราควรยกพระคำของพระเจ้าเป็นความเข้าใจเรื่องนี้ว่าการนมัสการ
ที่พระเจ้าทรงเสาะหานั้นคือที่มาจากจิตวิญญาณของคนคนหนึ่งอย่างแท้จริง จุดเชื่อม
ต่อของเรากับพระเจ้านั้นอยู่ที่วิญญาณของทั้งสองฝ่ายเนื่องด้วยพระเจ้าทรงเป็นพระ
วิญญาณและมนุษย์มีวิญญาณ ไม่ใช่เรื่องการประพฤติปฏิบัติ



มีความคิดที่กล่าวไว้ว่าการปฏิบัติตน การประพฤติตน การทำงานรับใช้ถือเป็นการ
นมัสการพระเจ้า สิ่งนี้จริงหรือไม่ มันเหมือนว่าเราจะถูกบังคับให้ต้องทำหลายสิ่งอย่าง
จริงจังเพราะถือว่ามันเป็นการนมัสการพระเจ้า แล้วก็กลายเป็นเหมือนศาสนาไปในที่สุด
มันเป็นการเดินสวนทางกับสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำในชีวิตของเราเมื่อทรงไถ่บาปมนุษย์
ซึ่งความจริงแล้วเราเป็นคนชอบธรรมด้วยความเชื่อของเรา ไม่ใช่การประพฤติเลย



มันมีความแตกต่างแบบที่ทำให้เราหลงทางได้หากไม่คิดให้ดี อย่างตัวอย่างเช่นว่าไก่
กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน ถ้าเราเชื่อพระเจ้าและรู้ว่าพระองค์ทรงสร้างสัตว์ทั้งหลายและ
ให้มีลูกดกทวี เราก็จะรู้ว่ามีไก่เกิดขึ้นในโลกก่อนไข่แน่นอน คนที่พลาดการอ่านหนังสือ
ปฐมกาลบทที่หนึ่งและคิดตามนั้นก็จะใช้เวลานานสักหน่อยที่จะตอบคำถามนี้



ฉันใดฉันนั้น เรานมัสการพระเจ้าเพราะว่าพระองค์ทรงรักเราก่อน ด้วยบนกางเขนนั้น
เป็นที่ซึ่งเราพบรักกับพระองค์ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นนั้นมิใช่ว่าเราจะต้องทำอะไรเพื่อให้แน่ใจ
ว่าเรากำลังนมัสการพระเจ้าแต่เป็นที่ความรักที่เรามีให้กับพระองค์ สิ่งที่ไม่ยากแต่เรา
พยายามทำให้การนมัสการพระเจ้าเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและจับต้องได้ยาก มันเป็นเรื่อง
ความรักของคนคนหนึ่งกับพระเจ้าและนั่นคือความเป็นไปของมัน



พระเยซูตรัสว่า เวลานั้นใกล้เข้ามาแล้ว แล้วก็มาถึงแล้ว คือผู้ที่นมัสการจะนมัสการ
พระบิดาด้วยจิตวิญญาณและความจริง ใช่แล้ว
! นี่เป็นเวลาที่เราควรจะมุ่งความสนใจ
ไปที่เรื่องของฝ่ายวิญญาณของเรามากขึ้นเหมือนที่พระเยซูคริสต์สนทนากับหญิง
สะมาเรีย ประเพณีวัฒนธรรมของบรรพบุรุษของเรามีอิทธิพลต่อความคิดของเราอย่าง
มากในเรื่องการนมัสการพระเจ้า



ในวัฒนธรรมของศาสนาที่มีกฎเกณฑ์และข้อประพฤติต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าเราทำดีแล้ว
ได้คืบคลานเข้ามาอยู่ในความคิดของเราเพื่อกำหนดการนมัสการที่เรามีต่อพระเจ้า
อย่างที่เราไม่รู้ตัว และเราหลงทางไปอย่างที่กลุ่มฟาริสีทำกันก็คือพวกเขาต้องแน่ใจ
ว่าพวกเขามีการปฎิบัติที่ถูกต้องตามกฎบัญญัติโดยมีภาพลักษณ์ที่ดี ซึ่งคำสอนของ
พระเยซูตรงกันข้ามกับความคิดเช่นนั้น



ให้เราหันมาเอาใจใส่ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าอันเป็นแหล่งกำเนิดของการนมัสการ
ความเชื่อของเราในพระองค์ในการดำเนินชีวิตประจำวันเป็นอย่างไรบ้าง ในแต่ละวันเรา
เรียนรู้จักพระเจ้าองค์นี้มากขึ้นอย่างไรบ้าง เราต้องแบกกางเขนของเรากี่ครั้งแล้วเพื่อจะ
ติดตามพระองค์ เราภาวนาพระคำของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืนหรือไม่ เราถ่อมใจ
และกลับมาหาพระองค์เมื่อเราทำผิดหรือยัง เราเชื่อฟังพระคำของพระองค์ด้วยความรัก
หรือไม่ เรารักพระองค์มากขึ้นทุกวันและขาดพระองค์ไม่ได้เลยใช่หรือไม่ นี่ต่างหากที่จะ
ทำให้เรามาถึงการนมัสการพระเจ้าได้



ความรักเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความรักที่มีต่อพระเจ้า มันจึงถูกบัญญัติไว้ในบัญญัติสิบ
ประการของโมเสสในข้อที่หนึ่งคือ อย่ามีพระอื่นนอกเหนือจากเรา..เราเป็นพระเจ้าที่
หวงแหน และเป็นบัญญัติที่ใหญ่ที่สุดข้อแรกที่พระเยซูบอกไว้คือ จงรักพระเจ้าด้วย
สิ้นสุดจิตสุดใจ สุดกำลัง สุดความคิด ความรักเป็นกุญแจสำคัญของการยอมจำนน
ต่อพระเจ้า การเคารพบูชาพระเจ้า การยำเกรงพระเจ้า การให้เกียรติพระเจ้า การ
ยอมให้พระองค์อยู่เหนือทุกสิ่งในชีวิตของเรา


อาเมน


 

 

 

รักพระเจ้าด้วยสิ้นสุด...

คำนิยามของความรักไม่ใช่เรื่องของความรู้สึกเท่านั้น แต่เป็นความจริงทั้งมวลที่มีอยู่
ในพระเจ้า ไม่ว่าความอดทน ความไม่เห็นแก่ตัวเองฝ่ายเดียว ความไม่จดจำความผิด
ความไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติชอบ ทนได้
แม้ความผิดของคนอื่น และเชื่อในส่วนดีของคนคนหนึ่งอยู่เสมอ เห็นหรือไม่ว่านี่คือที่
พระเจ้าเป็น



เราดำเนินชีวิตในความรักที่มีต่อพระเจ้าอย่างไรบ้าง ความหมายมันกว้างมากกว่าจะ
บรรยายเป็นข้อๆ ที่มีข้อแรกแล้วก็ข้อสุดท้าย เพราะว่ามันเป็นการตอบสนองต่อความรัก
ที่พระเจ้าทรงมีต่อเราตามที่เราเป็นและ ณ เวลานั้น ตามที่เราพูดคุยกันอยู่นี้มันไม่ง่ายใน
ทางปฏิบัติเพราะว่าในเหตุการณ์และสถานการณ์ต่างๆ ที่โลกมีให้กับเรามันยากลำบาก
และหลอกลวง ความรักจึงมาถึงจุดที่ว่าจะแสดงออกอย่างไร



นี่แหละคำกำจัดความของชีวิตรักของมนุษย์ที่รักตอบพระเจ้าผู้สร้างเขา เรื่องราวนี้มี
คุณค่ามหาศาลที่จะทำให้ซาตานรู้ว่ามนุษย์และพระผู้สร้างเขานั้นรักกันและกันเพียงไร
เรามองเห็นเรื่องชีวิตของเราอย่างนี้หรือไม่ ขอหนุนใจให้ดำเนินชีวิตด้วยความรัก
พระเจ้า หยั่งรากลึกลงไปแต่ละวันๆ เพราะยิ่งเรารักพระเจ้ามากเพียงไรเราก็จะนมัสการ
พระเจ้ามากเท่านั้น และเราจะผ่านทุกสิ่งไปเพื่อจะรักพระองค์จนนิรันดร์




บงกช ฮัดซัน

 

 

 

 

 

ดิฉันมีโอกาสเดินทางไปพบเจอพี่น้องในพระคริสต์และคุยกันถึงเรื่องการนมัสการ และ
พบว่าเราอยากจะมีเสรีภาพในการนมัสการแต่ว่าเรายังไม่สร้างประสบการณ์กับความ
มีเสรีภาพสักเท่าไร จึงเป็นความขัดแย้งในตัวเอง



เริ่มจากคำถามยอดฮิตติดอันดับประเทศคือเรื่องการแต่งกาย

เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเป็นเรื่องที่ไม่ใหญ่โตแต่เป็นปัญหาใหญ่ที่กินใจระหว่างคนรุ่น
หนึ่งกับคนอีกรุ่นหนึ่ง ที่ว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเพราะว่าถ้าเราตอบอย่างหนึ่งมันก็จะ
ทำให้คนกลุ่มหนึ่งไม่พอใจ แต่ถ้าเราตอบอีกอย่างหนึ่งมันก็จะไม่เป็นไปตามที่พระคัมภีร์
ให้ความหมายแท้จริงของเรื่องนี้ไว้ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าใครจะเป็นฝ่ายได้คะแนน
มากกว่ากันเพราะเราสามารถผ่อนหนักผ่อนเบาแก่กันและกันได้


คำถามเรื่องการแต่งกายนี้เราสามารถแตกออกเป็นสองเรื่องใหญ่ๆ ก็คือเรื่องที่หนึ่ง
ประเพณีวัฒนธรรมของตนเองและต่างชาติมีอิทธิพลต่อความคิดนี้ ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง
คือความเข้าใจความหมายของการนมัสการตามที่พระเยซูคริสต์ได้กล่าวไว้

จากเรื่องประเพณีวัฒนธรรมการแต่งกาย ก็มีความดีงามของตัวมันเองอยู่ มันแสดงถึง
ค่านิยมของกลุ่ม สมัยของพลับพลาก็มีรายละเอียดของการแต่งกายของปุโรหิตแต่ว่า
มันแตกต่างจากสมัยของเราเพราะว่าทุกอย่างที่พระเจ้าทรงกำหนดให้นั้นเป็นสัญลักษณ์
ที่สื่อความหมายสำหรับพระเจ้าต่ออิสราเอล


อย่าให้เราบอกว่าถ้าไม่แต่งกายตามประเพณีวัฒนธรรมคือการไม่ให้เกียรติพระเจ้า
นั่นเป็นความคิดที่มองเพียงด้านของมนุษย์ เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นวิญญาณ การ
แต่งกายของเราไม่มีผลต่อวิญญาณของพระองค์ อาจเป็นได้ที่เราอยากจะมีภาพลักษณ์
ที่เหมาะสมกับพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ผู้ทรงสมควร แต่อย่าลืมคำสอนของพระเยซูที่ให้เรา
ตระหนักถึงสิ่งที่อยู่ภายในมากกว่าภายนอกเสมอ หากเราเลือกจะแต่งกายดีก็ดีแล้ว
แต่ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าจะรับเครื่องบูชาของเราจากการแต่งกายนั้น

ส่วนเรื่องความเข้าใจความหมายของการนมัสการตามที่พระเยซูคริสต์กล่าวไว้ คือหาก
เรานมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริงนั่นก็เป็นการนมัสการที่พระบิดาพอพระทัย
แล้ว สิ่งที่อยู่ภายนอกที่สัมผัสรูป รส กลิ่น เสียงได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด
ของการนมัสการ หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าการนมัสการที่ขาด
แก่นแท้ไปนี่สิจะว่าอย่างไร


ฉะนั้น หากมีทุกอย่างที่กล่าวถึงคือจิตวิญญาณและความจริง รูป รส กลิ่น เสียงได้ก็ดี
เป็นที่พอพระทัยพระเจ้าและเป็นที่พอใจของมนุษย์กลุ่มหนึ่ง แต่หากว่าเรามีรูป รส
กลิ่น เสียงที่เลอเลิศแต่จิตวิญญาณและความจริงต่อพระเจ้านั้นไม่มีเลย ซาตานทำงาน
สำเร็จในการฆ่า ลัก และทำลายการนมัสการที่แท้จริง



คำถามยอดฮิตติดอันดับสองคือรูปแบบ

บ้างก็อยากจะให้เป็นแบบมีชีวิตชีวา บ้างก็ไม่พอใจที่จะนั่งและลุกขึ้นเท่านั้น บ้างก็ไม่
เห็นด้วยที่ต้องแสดงออกมาก บ้างก็ไม่ชอบที่มีแต่ความเงียบ บ้างก็ไม่ชอบที่ดังสนั่น
หวั่นไหว ล้วนแต่เป็นรูปแบบที่หากเราเคร่งครัดกับเรื่องนี้มากเกินควรมันจะขโมยความ
รักที่เราควรมีต่อกันและกันไป ซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งที่พระเจ้าถือว่าเป็นเรื่องภายในจิต
วิญญาณของเราคือความรักต่อพี่น้อง

ระวังว่าเราจะนมัสการรูปแบบมากกว่านมัสการพระเจ้า เพราะว่ารักพระเจ้าจะรักพี่น้อง
ด้วยเป็นผลตามมา ในความเป็นพระเจ้าของพระบิดาไม่ว่าใครจะอยู่ในรูปแบบไหน
พระเจ้าก็ยังเสาะหาผู้ที่นมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริงของตนอยู่ บางครั้ง
การนมัสการของเราจะไม่ได้ออกมาจากใจจริงเพราะว่ารูปแบบและการต้องการ
ความยอมรับ เหมือนที่เคยเกิดมาแล้วกับกษัตริย์ซาอูลซึ่งมีความไม่เชื่อฟังพระเจ้า

สำหรับดิฉันแล้ว รูปแบบมีเบื้องหลังของความต้องการวางอยู่ เช่น ต้องการให้มีเสรีภาพ
ในการแสดงออก ต้องการให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ต้องการให้เคลื่อนไหวตาม
พระวิญญาณบริสุทธิ์ ต้องการมีการเฉลิมฉลอง ต้องการมีความเคารพยำเกรง ต้องการ
ให้กลุ่มอายุหนึ่งสะดวก ซึ่งมันดีทุกอย่างที่กล่าวมา พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของทุกสิ่ง
เราสามารถหยิบจับทุกสิ่งมาใช้อย่างสร้างสรรค์เพื่อพระเจ้าได้เพราะมันถูกสร้างเพื่อ
จะทำอย่างนั้น



คำถามยอดฮิตติดอันดับสามคือผู้นำนมัสการและทีมต้องมีชีวิตที่บริสุทธิ์

ดูเหมือนว่าผู้นำนมัสการและทีมจะได้รับความกดดันจากผู้คนรอบข้างรึเปล่า (ยิ้ม)
มีคำสอนในพระคัมภีร์ที่บ่งชี้ว่าคนที่จะเป็นผู้นำนั้นมีบุคลิกลักษณะคุณสมบัติที่ถูกวาง
ไว้เพื่อจะทำงานได้สำเร็จ และเป็นสิ่งที่ผู้นำนมัสการจะต้องเข้าใจเรื่องนี้จริง แต่ไม่ได้
หมายความว่าชีวิตของผู้นำต้องวิเศษกว่าคนอื่นโดยไม่มีความผิดพลาด ความล้ม
เหลวเกิดขึ้นในชีวิตเลย

แน่นอนว่าคนรอบข้างจะมองผู้นำนมัสการและทีมเพราะว่าพวกเขาอยู่ข้างหน้า
และอยู่ในที่ที่คนมองเห็นได้ง่าย แต่คนที่กำลังมองมาที่ผู้นำก็ต้องมีชีวิตที่บริสุทธิ์เช่น
เดียวกัน ผู้นำนมัสการและทีมไม่ใช่ผู้วิเศษแต่พวกเรามักจะคาดหวังในตัวผู้นำของ
พวกเราเสมอ คนรอบข้างควรเข้าใจว่าผู้นำนมัสการและทีมเป็นกลุ่มที่ได้รับของประทาน
เพื่องานด้านการนมัสการเหมือนกับกลุ่มอื่นๆ ที่ได้รับของประทานอะไรก็ตามที่พระเจ้า
ทรงพอพระทัยมอบให้เพื่อพระกายของพระคริสต์

เราทุกคนต่างก็เป็นพี่น้องในพระคริสต์ เป็นครอบครัวอยู่ร่วมกันในครอบครัวของพระเจ้า
หากผู้นำนมัสการและทีมไม่มีชีวิตที่เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ก็คงทำให้เราเสียใจแน่นอน
แต่อย่างไรแล้วความรักก็ต้องใหญ่กว่าความเสียใจและผิดหวัง เพราะว่าพระเจ้าทรงทำ
เช่นนั้นกับเราทุกคนเหมือนๆ กันไม่ว่าเราจะได้รับของประทานอะไรก็ตาม ผู้เชื่อใน
พระเจ้าทุกคนจึงควรรับใช้ซึ่งกันและกันเพื่อให้ไปถึงความไพบูรณ์ของพระคริสต์ร่วมกัน
ผู้นำนมัสการก็เหมือนผู้เชื่อที่มีของประทานต่างออกไปคือต้องการผู้ที่มีของประทานใน
การสอน การอภิบาล การหนุนใจ และอื่นๆ เพื่อจะช่วยเสริมสร้างเขาขึ้นให้เป็นผู้ใหญ่
ในพระคริสต์

ส่วนในด้านของผู้นำนมัสการและทีมนั้นก็จะต้องเติบโตขึ้นในการเป็นผู้นำนมัสการและ
นักดนตรีของพระเจ้า เพื่อจะทำงานบทบาทหน้าที่นี้ได้อย่างดีคือนำคนของพระเจ้า
สรรเสริญและนมัสการพระเจ้าด้วยชีวิตของเราที่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า ไม่ใช่ทำ
เพราะเป็นหน้าที่หรือเป็นความชอบหรือเป็นความถนัดสามารถ แต่ทำเพราะเป็นการ
ทรงเรียกและเราจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อพี่น้องในพระกายและ
เพื่อพระสิริของพระเจ้า



บงกช ฮัดซัน



Previous Articles :


2010 ตุลาคม-พฤศจิกายน
2010 สิงหาคม - กันยายน
2010 มิถุนายน-กรกฎาคม
2010 เมษายน-พฤษภาคม
2010 กุมภาพันธ์ - มีนาคม
2009 ธันวาคม - 2010 มกราคม
2009 ตุลาคม - พฤศจิกายน
2009 สิงหาคม - กันยายน
2009 มิถุนายน - กรกฎาคม
2009 เมษายน - พฤษภาคม
2009 กุมภาพันธ์ - มีนาคม
2008 ธันวาคม - 2009 มกราคม
2008 ตุลาคม - พฤศจิกายน

2008 สิงหาคม - กันยายน

2008 มิถุนายน - กรกฎาคม



 

 

 

 

 
i
นมัสการ
เพลง
แบ่งปัน

 

Albums

ความหมายของคริสต์มาส

ขัารักพระนาม (2009)

ไหลลงมา (2001)

ข้าจะรักและบูชา (2004)

เหนือโลกา (2006)

 

Leadsheets