
ดิฉันมีโอกาสเดินทางไปพบเจอพี่น้องในพระคริสต์และคุยกันถึงเรื่องการนมัสการ และ
พบว่าเราอยากจะมีเสรีภาพในการนมัสการแต่ว่าเรายังไม่สร้างประสบการณ์กับความ
มีเสรีภาพสักเท่าไร จึงเป็นความขัดแย้งในตัวเอง
เริ่มจากคำถามยอดฮิตติดอันดับประเทศคือเรื่องการแต่งกาย
เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเป็นเรื่องที่ไม่ใหญ่โตแต่เป็นปัญหาใหญ่ที่กินใจระหว่างคนรุ่น
หนึ่งกับคนอีกรุ่นหนึ่ง ที่ว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเพราะว่าถ้าเราตอบอย่างหนึ่งมันก็จะ
ทำให้คนกลุ่มหนึ่งไม่พอใจ แต่ถ้าเราตอบอีกอย่างหนึ่งมันก็จะไม่เป็นไปตามที่พระคัมภีร์
ให้ความหมายแท้จริงของเรื่องนี้ไว้ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าใครจะเป็นฝ่ายได้คะแนน
มากกว่ากันเพราะเราสามารถผ่อนหนักผ่อนเบาแก่กันและกันได้
คำถามเรื่องการแต่งกายนี้เราสามารถแตกออกเป็นสองเรื่องใหญ่ๆ ก็คือเรื่องที่หนึ่ง
ประเพณีวัฒนธรรมของตนเองและต่างชาติมีอิทธิพลต่อความคิดนี้ ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง
คือความเข้าใจความหมายของการนมัสการตามที่พระเยซูคริสต์ได้กล่าวไว้
จากเรื่องประเพณีวัฒนธรรมการแต่งกาย ก็มีความดีงามของตัวมันเองอยู่ มันแสดงถึง
ค่านิยมของกลุ่ม สมัยของพลับพลาก็มีรายละเอียดของการแต่งกายของปุโรหิตแต่ว่า
มันแตกต่างจากสมัยของเราเพราะว่าทุกอย่างที่พระเจ้าทรงกำหนดให้นั้นเป็นสัญลักษณ์
ที่สื่อความหมายสำหรับพระเจ้าต่ออิสราเอล
อย่าให้เราบอกว่าถ้าไม่แต่งกายตามประเพณีวัฒนธรรมคือการไม่ให้เกียรติพระเจ้า
นั่นเป็นความคิดที่มองเพียงด้านของมนุษย์ เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นวิญญาณ การ
แต่งกายของเราไม่มีผลต่อวิญญาณของพระองค์ อาจเป็นได้ที่เราอยากจะมีภาพลักษณ์
ที่เหมาะสมกับพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ผู้ทรงสมควร แต่อย่าลืมคำสอนของพระเยซูที่ให้เรา
ตระหนักถึงสิ่งที่อยู่ภายในมากกว่าภายนอกเสมอ หากเราเลือกจะแต่งกายดีก็ดีแล้ว
แต่ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าจะรับเครื่องบูชาของเราจากการแต่งกายนั้น
ส่วนเรื่องความเข้าใจความหมายของการนมัสการตามที่พระเยซูคริสต์กล่าวไว้ คือหาก
เรานมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริงนั่นก็เป็นการนมัสการที่พระบิดาพอพระทัย
แล้ว สิ่งที่อยู่ภายนอกที่สัมผัสรูป รส กลิ่น เสียงได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด
ของการนมัสการ หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าการนมัสการที่ขาด
แก่นแท้ไปนี่สิจะว่าอย่างไร
ฉะนั้น หากมีทุกอย่างที่กล่าวถึงคือจิตวิญญาณและความจริง รูป รส กลิ่น เสียงได้ก็ดี
เป็นที่พอพระทัยพระเจ้าและเป็นที่พอใจของมนุษย์กลุ่มหนึ่ง แต่หากว่าเรามีรูป รส
กลิ่น เสียงที่เลอเลิศแต่จิตวิญญาณและความจริงต่อพระเจ้านั้นไม่มีเลย ซาตานทำงาน
สำเร็จในการฆ่า ลัก และทำลายการนมัสการที่แท้จริง
คำถามยอดฮิตติดอันดับสองคือรูปแบบ
บ้างก็อยากจะให้เป็นแบบมีชีวิตชีวา บ้างก็ไม่พอใจที่จะนั่งและลุกขึ้นเท่านั้น บ้างก็ไม่
เห็นด้วยที่ต้องแสดงออกมาก บ้างก็ไม่ชอบที่มีแต่ความเงียบ บ้างก็ไม่ชอบที่ดังสนั่น
หวั่นไหว ล้วนแต่เป็นรูปแบบที่หากเราเคร่งครัดกับเรื่องนี้มากเกินควรมันจะขโมยความ
รักที่เราควรมีต่อกันและกันไป ซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งที่พระเจ้าถือว่าเป็นเรื่องภายในจิต
วิญญาณของเราคือความรักต่อพี่น้อง
ระวังว่าเราจะนมัสการรูปแบบมากกว่านมัสการพระเจ้า เพราะว่ารักพระเจ้าจะรักพี่น้อง
ด้วยเป็นผลตามมา ในความเป็นพระเจ้าของพระบิดาไม่ว่าใครจะอยู่ในรูปแบบไหน
พระเจ้าก็ยังเสาะหาผู้ที่นมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริงของตนอยู่ บางครั้ง
การนมัสการของเราจะไม่ได้ออกมาจากใจจริงเพราะว่ารูปแบบและการต้องการ
ความยอมรับ เหมือนที่เคยเกิดมาแล้วกับกษัตริย์ซาอูลซึ่งมีความไม่เชื่อฟังพระเจ้า
สำหรับดิฉันแล้ว รูปแบบมีเบื้องหลังของความต้องการวางอยู่ เช่น ต้องการให้มีเสรีภาพ
ในการแสดงออก ต้องการให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ต้องการให้เคลื่อนไหวตาม
พระวิญญาณบริสุทธิ์ ต้องการมีการเฉลิมฉลอง ต้องการมีความเคารพยำเกรง ต้องการ
ให้กลุ่มอายุหนึ่งสะดวก ซึ่งมันดีทุกอย่างที่กล่าวมา พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของทุกสิ่ง
เราสามารถหยิบจับทุกสิ่งมาใช้อย่างสร้างสรรค์เพื่อพระเจ้าได้เพราะมันถูกสร้างเพื่อ
จะทำอย่างนั้น
คำถามยอดฮิตติดอันดับสามคือผู้นำนมัสการและทีมต้องมีชีวิตที่บริสุทธิ์
ดูเหมือนว่าผู้นำนมัสการและทีมจะได้รับความกดดันจากผู้คนรอบข้างรึเปล่า (ยิ้ม)
มีคำสอนในพระคัมภีร์ที่บ่งชี้ว่าคนที่จะเป็นผู้นำนั้นมีบุคลิกลักษณะคุณสมบัติที่ถูกวาง
ไว้เพื่อจะทำงานได้สำเร็จ และเป็นสิ่งที่ผู้นำนมัสการจะต้องเข้าใจเรื่องนี้จริง แต่ไม่ได้
หมายความว่าชีวิตของผู้นำต้องวิเศษกว่าคนอื่นโดยไม่มีความผิดพลาด ความล้ม
เหลวเกิดขึ้นในชีวิตเลย
แน่นอนว่าคนรอบข้างจะมองผู้นำนมัสการและทีมเพราะว่าพวกเขาอยู่ข้างหน้า
และอยู่ในที่ที่คนมองเห็นได้ง่าย แต่คนที่กำลังมองมาที่ผู้นำก็ต้องมีชีวิตที่บริสุทธิ์เช่น
เดียวกัน ผู้นำนมัสการและทีมไม่ใช่ผู้วิเศษแต่พวกเรามักจะคาดหวังในตัวผู้นำของ
พวกเราเสมอ คนรอบข้างควรเข้าใจว่าผู้นำนมัสการและทีมเป็นกลุ่มที่ได้รับของประทาน
เพื่องานด้านการนมัสการเหมือนกับกลุ่มอื่นๆ ที่ได้รับของประทานอะไรก็ตามที่พระเจ้า
ทรงพอพระทัยมอบให้เพื่อพระกายของพระคริสต์
เราทุกคนต่างก็เป็นพี่น้องในพระคริสต์ เป็นครอบครัวอยู่ร่วมกันในครอบครัวของพระเจ้า
หากผู้นำนมัสการและทีมไม่มีชีวิตที่เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ก็คงทำให้เราเสียใจแน่นอน
แต่อย่างไรแล้วความรักก็ต้องใหญ่กว่าความเสียใจและผิดหวัง เพราะว่าพระเจ้าทรงทำ
เช่นนั้นกับเราทุกคนเหมือนๆ กันไม่ว่าเราจะได้รับของประทานอะไรก็ตาม ผู้เชื่อใน
พระเจ้าทุกคนจึงควรรับใช้ซึ่งกันและกันเพื่อให้ไปถึงความไพบูรณ์ของพระคริสต์ร่วมกัน
ผู้นำนมัสการก็เหมือนผู้เชื่อที่มีของประทานต่างออกไปคือต้องการผู้ที่มีของประทานใน
การสอน การอภิบาล การหนุนใจ และอื่นๆ เพื่อจะช่วยเสริมสร้างเขาขึ้นให้เป็นผู้ใหญ่
ในพระคริสต์
ส่วนในด้านของผู้นำนมัสการและทีมนั้นก็จะต้องเติบโตขึ้นในการเป็นผู้นำนมัสการและ
นักดนตรีของพระเจ้า เพื่อจะทำงานบทบาทหน้าที่นี้ได้อย่างดีคือนำคนของพระเจ้า
สรรเสริญและนมัสการพระเจ้าด้วยชีวิตของเราที่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า ไม่ใช่ทำ
เพราะเป็นหน้าที่หรือเป็นความชอบหรือเป็นความถนัดสามารถ แต่ทำเพราะเป็นการ
ทรงเรียกและเราจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อพี่น้องในพระกายและ
เพื่อพระสิริของพระเจ้า
บงกช ฮัดซัน
Previous Articles :
2010 ตุลาคม-พฤศจิกายน
2010 สิงหาคม - กันยายน
2010 มิถุนายน-กรกฎาคม
2010 เมษายน-พฤษภาคม
2010 กุมภาพันธ์ - มีนาคม
2009 ธันวาคม - 2010 มกราคม
2009 ตุลาคม - พฤศจิกายน
2009 สิงหาคม - กันยายน
2009 มิถุนายน - กรกฎาคม
2009 เมษายน - พฤษภาคม
2009 กุมภาพันธ์ - มีนาคม
2008 ธันวาคม - 2009 มกราคม
2008 ตุลาคม - พฤศจิกายน
2008 สิงหาคม - กันยายน
2008 มิถุนายน - กรกฎาคม