การนมัสการกับการดำเนินชีวิต
เขียนโดย บงกช ฮัดซัน
เราที่เป็นผู้ที่นมัสการพระเจ้าก็มีกิจวัตรประจำวันของชีวิตที่เหมือนคนอื่น อยู่เหมือน
มนุษย์ทั่วไป ตื่นเช้าไปทำงาน กวาดเก็บบ้านให้สะอาด ซักเสื้อผ้าให้กลิ่นหอม ตัดผม
ให้สบายศีรษะดูเข้ากับรูปหน้า พาลูกไปเที่ยว ไปซื้อของที่ตลาด ขับรถบนท้องถนน
ดูหนังฟังเพลง วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์กิจกรรมเหล่านี้ก็มีอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา
แล้วพอเราคิดถึงการสรรเสริญนมัสการหัวสมองของเราก็มักจะแยกไว้ในอีกส่วนของ
สมองว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราจะทำในวันอาทิตย์ที่โบสถ์ ในกลุ่มเซลที่บ้านคุณระวี
ที่มหา-
วิทยาลัยในกลุ่มเพื่อนตอนบ่าย อะไรอย่างนี้เป็นต้น โดยที่เราจะไม่ค่อยเอามาเกี่ยว
ข้องอยู่กับการไปตลาดไปห้าง ที่ทำงานหรือที่วัดกันสักเท่าไร ถ้าเป็นเช่นนั้น แล้วการ
นมัสการนี้มีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวันของเราหรือไม่ อย่างไร ซึ่งเรา
เคยมองเห็นอย่างนี้หรือไม่ว่าทั้งการนมัสการและการดำเนินชีวิตนั้นมีจุดเริ่มต้นมาจาก
สิ่งเดียวกัน
โรม 12:1-2 “ฉะนั้น เพราะความเมตตาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงขอสนับสนุนให้ท่านผู้
เป็นพี่น้องมอบกายของท่านเสมือนเครื่องสักการะที่มีชีวิตบริสุทธิ์และเป็นที่น่าพอใจ
ของพระเจ้า นี่คือการนมัสการฝ่ายวิญญาณของท่าน อย่าเป็นไปตามอย่างโลกนี้แต่
จงยอมให้พระเจ้าเปลี่ยนความคิดของท่านใหม่ แล้วท่านจะได้เห็นว่าความประสงค์
ของพระเจ้าเป็นอย่างไร คือเป็นความประสงค์ที่ดี เป็นที่น่าพอใจและเพียบพร้อมทุก
ประการ”
ข้อพระคัมภีร์ข้อนี้สอนถึงการนมัสการและการดำเนินชีวิตไว้อย่างไร สอนวิธีการ
นมัสการหรือเปล่า หรือว่าสอนวิธีการดำเนินชีวิต หรือกำลังชี้ให้เราเห็นว่าตัวเรา
และผู้อื่นเป็นใครในพระคริสต์?
อัครทูตเปาโลผู้เขียนข้อพระคำข้อนี้กำลังอธิบายให้คนนอก(ชนชาติที่ไม่ใช่ชาวยิว)
ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์เข้าใจถึงเรื่องพระเมตตาของพระเจ้าที่มีต่อทั้งชาวยิวและ
คนนอกอย่างเท่าเทียมกัน โดยมีพระประสงค์ที่จะให้ทุกคนได้มีความรอดพ้นโดยทาง
พระเยซูคริสต์ ซึ่งนั่นคือพระเมตตาของพระเจ้า การวายพระชนม์ของพระเยซูทำให้
ระบบการนมัสการตามกฎบัญญัติในสมัยนั้นถูกล้มล้างไป อย่างที่ได้คุยกันในฉบับ
มิถุนายนนั้นว่า พระคริสต์ทรงเป็นลูกแกะที่รับความบาปของผู้ที่เข้าไปนมัสการแทน
สัตว์ที่ไม่มีตำหนินั้นแล้ว เมื่อเชื่อในพระเยซูคริสต์จึงไม่ต้องมีพิธีกรรมการนมัสการ
ตามระบบเดิมอีกต่อไป เพราะเมื่อเวลาที่พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์นั้น ผ้าม่านที่กั้น
ระหว่างห้องสองห้องได้ขาดลงตั้งแต่บนจรดล่าง หมายถึงเราสามารถเข้าหาและ
นมัสการพระเจ้าได้โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์ ซึ่งนี่คือพระเมตตาของพระเจ้า
เมื่อเราเข้าใจถึงเรื่องพระเมตตาของพระเจ้านี้ มันก็มีผลออกมาในการนมัสการและ
การดำเนินชีวิตของเราด้วย กล่าวคือ พระเมตตาของพระเจ้ามีผลในการนมัสการของ
เราและมีผลในการดำเนินชีวิตของเรา อัครทูตเปาโลสนับสนุนให้คนนอกที่เชื่อใน
พระเยซูคริสต์มีการปฏิบัติต่อผู้อื่นให้สมกับที่ตนคือผู้ที่ได้รับการชำระให้สะอาดจาก
มลทินเหมือนเครื่องสักการะที่สะอาดบริสุทธิ์ของระบบการนมัสการเดิมนั้น แต่แทนที่
จะเป็นตัวสัตว์ที่ปราศจากตำหนิก็เป็นตัวของเขาเองนั่นแหละที่เป็นที่พอใจของพระเจ้า
เพราะได้รับการชำระแล้วทางพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ผ่านทางความเชื่อของเขา
วันที่เราไปโบสถ์ ไปทำงาน ไปตลาด ไปเที่ยวพัทยา ไปธนาคาร เราคงไม่อยากมองคน
อื่นรอบข้างเราแล้วคิดไปว่าเราดีกว่าใครหรือใครดีกว่าเราอีกต่อไป ด้วยเข้าใจว่ามนุษย์
ได้รับพระเมตตาจากพระเจ้าเท่าเทียมกันทุกคนในโลกนี้ ด้วยพระเมตตาของพระเจ้านี้
เองทำให้เราได้นมัสการพระบิดาผู้เป็นวิญญาณโดยฝ่ายจิตวิญญาณของเราแทนการ
ทำพิธีกรรมในระบบเดิม และด้วยพระเมตตาของพระองค์เราจึงปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่
พระเจ้าทรงมีพระเมตตาต่อทุกคนด้วย
ถ้าจะตอบสนองกับข้อพระคำข้อนี้ เรามีความคิดใดที่เราต้องเปลี่ยนแปลงบ้างไหม?
อาจเป็นความคิดเปรียบเทียบต่างๆ นานา เรามีอะไรเขาไม่มีอะไร หรือเขาได้อะไรที่
เราไม่ได้ ความคิดอย่างนี้กั้นเราไว้จากความเข้าใจว่าพระประสงค์ของพระเจ้าเป็น
อย่างไร เพราะตามความจริงของพระเจ้าแล้วทุกคนได้รับอย่างเท่าเทียมกันคือพระ
เมตตาของพระเจ้า ไม่ว่าคนเมืองไหน เผ่าไหน เชื้อชาติอะไร การศึกษาสูงด้อยการ
ศึกษา ร่ำรวยหรือยากจน ศาสนาทางตะวันออกหรือทางตะวันตก พระเยซูทรงวาย
พระชนม์เพื่อทุกคนในโลกนี้ ซึ่งเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าและเป็นพระเมตตาของ
พระองค์
ดังนั้น การนมัสการและการดำเนินชีวิตในแต่ละวันจึงเป็นไปด้วยพระเมตตาของ
พระเจ้า เพราะทุกวันนี้เราอยู่ในพระเมตตาของพระองค์ เรามีการนมัสการฝ่าย
วิญญาณของเราเพราะพระเมตตาของพระเจ้า เรานมัสการพระเจ้าได้ตลอดเวลา
ไม่ว่าเราจะเดินทางไปเที่ยว ไปซื้อเนื้อหมูกับแม่ค้าในตลาด ไปรับส่งลูกที่โรงเรียน
เปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก หรือแม้แต่ในเวลาที่ตกระกำลำบาก วันที่ถูกขโมยของ วันที่
หุ้นตกค่าเงินลด เพราะพระเมตตาของพระเจ้าได้ทำให้เราสามารถนมัสการที่ไหน
ก็ได้ในฝ่ายวิญญาณของเรา การนมัสการของเราไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเหตุการณ์ที่
ดีหรือไม่ดี
เราสามารถนมัสการในสถานการณ์อย่างไรก็ได้เพราะเราคือผู้ที่ได้รับพระเมตตา
ของพระเจ้า เหตุการณ์ในชีวิตไม่ได้เปลี่ยนความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ไม่ได้เปลี่ยน
สิ่งที่พระเยซูทรงทำไว้ที่ไม้กางเขนสักนิด เรานมัสการพระเจ้าด้วยฝ่ายจิตวิญญาณ
ของเรา นอกจากนั้น พระเมตตาของพระเจ้ายังเคลื่อนเราให้ปฏิบัติต่อผู้คนรอบข้าง
ตามที่พระเมตตาของพระเจ้ามีอยู่กับเขาทุกคนเหล่านั้นด้วย เรายกโทษให้กับเพื่อน
เพราะพระเจ้าทรงมีเมตตากับเพื่อนคนนี้เหมือนกัน เราชอบที่คุณจิ๋วมีของประทาน
การรับใช้เพราะพระเมตตาของพระเจ้าที่มีต่อเขา เราอวยพรเพื่อนบ้านของเราเพราะ
พระเจ้าทรงมีพระเมตตากับเพื่อนบ้านคนนี้เหมือนกัน แต่ถ้าเรายังปฏิบัติต่อผู้อื่นตาม
อย่างที่โลกนี้ปฏิบัติต่อกันเกรงว่าเราก็ยังไม่ได้ดำเนินชีวิตเสมือนเครื่องสักการะที่มี
ชีวิตบริสุทธิ์และเป็นที่น่าพอใจของพระเจ้า คือที่เราได้รับการชำระแล้วโดยทางพระ
โลหิตของพระเยซูคริสต์
ถ้าเช่นนั้น เราควรจะพิจารณาถึงพระเมตตาของพระเจ้า เปลี่ยนความคิดที่เป็นอย่าง
โลก เพื่อเราจะเข้าใจถึงการนมัสการและการดำเนินชีวิตของเราว่า เราได้เข้าใจพระ
ประสงค์ของพระเจ้าเกี่ยวกับการวายพระชนม์ของพระเยซูคริสต์เพื่อทุกคนในโลกนี้
จะได้รับความรอดพ้นแล้วหรือยัง รูปแบบการนมัสการที่แตกต่างจึงไม่เป็นประเด็น
ที่เราจะยกขึ้นเพราะทุกคนได้รับระบบการนมัสการพระเจ้าแบบเดียวกันแล้วคือด้วย
จิตวิญญาณของเขา การยกตนข่มท่านก็ไม่ควรมีในท่ามกลางผู้เชื่อและคนที่ไม่เชื่อ
เพราะทุกคนได้รับพระเมตตาของพระเจ้าเท่าเทียมกันในเรื่องของความรอดพ้น ให้
เราจดจำสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงกระทำบนไม้กางเขนเพื่อเราจะเข้านมัสการพระเจ้า
ในวิญญาณจิตของเราและปฏิบัติต่อเพื่อนบ้านอย่างคนที่ได้รับพระเมตตาเหมือนกัน