ฉบับ สิงหาคม-กันยายน 2008  

s

 

การนมัสการกับการดำเนินชีวิต
เขียนโดย บงกช ฮัดซัน


เราที่เป็นผู้ที่นมัสการพระเจ้าก็มีกิจวัตรประจำวันของชีวิตที่เหมือนคนอื่น อยู่เหมือน
มนุษย์ทั่วไป ตื่นเช้าไปทำงาน กวาดเก็บบ้านให้สะอาด ซักเสื้อผ้าให้กลิ่นหอม ตัดผม
ให้สบายศีรษะดูเข้ากับรูปหน้า พาลูกไปเที่ยว ไปซื้อของที่ตลาด ขับรถบนท้องถนน
ดูหนังฟังเพลง วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์กิจกรรมเหล่านี้ก็มีอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา
แล้วพอเราคิดถึงการสรรเสริญนมัสการหัวสมองของเราก็มักจะแยกไว้ในอีกส่วนของ
สมองว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราจะทำในวันอาทิตย์ที่โบสถ์ ในกลุ่มเซลที่บ้านคุณระวี ที่มหา-
วิทยาลัยในกลุ่มเพื่อนตอนบ่าย อะไรอย่างนี้เป็นต้น โดยที่เราจะไม่ค่อยเอามาเกี่ยว
ข้องอยู่กับการไปตลาดไปห้าง ที่ทำงานหรือที่วัดกันสักเท่าไร  ถ้าเป็นเช่นนั้น แล้วการ
นมัสการนี้มีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวันของเราหรือไม่ อย่างไร ซึ่งเรา
เคยมองเห็นอย่างนี้หรือไม่ว่าทั้งการนมัสการและการดำเนินชีวิตนั้นมีจุดเริ่มต้นมาจาก
สิ่งเดียวกัน

โรม 12:1-2 “ฉะนั้น เพราะความเมตตาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงขอสนับสนุนให้ท่านผู้
เป็นพี่น้องมอบกายของท่านเสมือนเครื่องสักการะที่มีชีวิตบริสุทธิ์และเป็นที่น่าพอใจ
ของพระเจ้า นี่คือการนมัสการฝ่ายวิญญาณของท่าน อย่าเป็นไปตามอย่างโลกนี้แต่
จงยอมให้พระเจ้าเปลี่ยนความคิดของท่านใหม่ แล้วท่านจะได้เห็นว่าความประสงค์
ของพระเจ้าเป็นอย่างไร คือเป็นความประสงค์ที่ดี เป็นที่น่าพอใจและเพียบพร้อมทุก
ประการ”


ข้อพระคัมภีร์ข้อนี้สอนถึงการนมัสการและการดำเนินชีวิตไว้อย่างไร สอนวิธีการ
นมัสการหรือเปล่า หรือว่าสอนวิธีการดำเนินชีวิต หรือกำลังชี้ให้เราเห็นว่าตัวเรา
และผู้อื่นเป็นใครในพระคริสต์? 

อัครทูตเปาโลผู้เขียนข้อพระคำข้อนี้กำลังอธิบายให้คนนอก(ชนชาติที่ไม่ใช่ชาวยิว)
ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์เข้าใจถึงเรื่องพระเมตตาของพระเจ้าที่มีต่อทั้งชาวยิวและ
คนนอกอย่างเท่าเทียมกัน โดยมีพระประสงค์ที่จะให้ทุกคนได้มีความรอดพ้นโดยทาง
พระเยซูคริสต์ ซึ่งนั่นคือพระเมตตาของพระเจ้า การวายพระชนม์ของพระเยซูทำให้
ระบบการนมัสการตามกฎบัญญัติในสมัยนั้นถูกล้มล้างไป อย่างที่ได้คุยกันในฉบับ
มิถุนายนนั้นว่า พระคริสต์ทรงเป็นลูกแกะที่รับความบาปของผู้ที่เข้าไปนมัสการแทน
สัตว์ที่ไม่มีตำหนินั้นแล้ว เมื่อเชื่อในพระเยซูคริสต์จึงไม่ต้องมีพิธีกรรมการนมัสการ
ตามระบบเดิมอีกต่อไป เพราะเมื่อเวลาที่พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์นั้น ผ้าม่านที่กั้น
ระหว่างห้องสองห้องได้ขาดลงตั้งแต่บนจรดล่าง หมายถึงเราสามารถเข้าหาและ
นมัสการพระเจ้าได้โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์ ซึ่งนี่คือพระเมตตาของพระเจ้า


เมื่อเราเข้าใจถึงเรื่องพระเมตตาของพระเจ้านี้ มันก็มีผลออกมาในการนมัสการและ
การดำเนินชีวิตของเราด้วย กล่าวคือ พระเมตตาของพระเจ้ามีผลในการนมัสการของ
เราและมีผลในการดำเนินชีวิตของเรา อัครทูตเปาโลสนับสนุนให้คนนอกที่เชื่อใน
พระเยซูคริสต์มีการปฏิบัติต่อผู้อื่นให้สมกับที่ตนคือผู้ที่ได้รับการชำระให้สะอาดจาก
มลทินเหมือนเครื่องสักการะที่สะอาดบริสุทธิ์ของระบบการนมัสการเดิมนั้น แต่แทนที่
จะเป็นตัวสัตว์ที่ปราศจากตำหนิก็เป็นตัวของเขาเองนั่นแหละที่เป็นที่พอใจของพระเจ้า
เพราะได้รับการชำระแล้วทางพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ผ่านทางความเชื่อของเขา
วันที่เราไปโบสถ์ ไปทำงาน ไปตลาด ไปเที่ยวพัทยา ไปธนาคาร เราคงไม่อยากมองคน
อื่นรอบข้างเราแล้วคิดไปว่าเราดีกว่าใครหรือใครดีกว่าเราอีกต่อไป ด้วยเข้าใจว่ามนุษย์
ได้รับพระเมตตาจากพระเจ้าเท่าเทียมกันทุกคนในโลกนี้ ด้วยพระเมตตาของพระเจ้านี้
เองทำให้เราได้นมัสการพระบิดาผู้เป็นวิญญาณโดยฝ่ายจิตวิญญาณของเราแทนการ
ทำพิธีกรรมในระบบเดิม และด้วยพระเมตตาของพระองค์เราจึงปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่
พระเจ้าทรงมีพระเมตตาต่อทุกคนด้วย


ถ้าจะตอบสนองกับข้อพระคำข้อนี้ เรามีความคิดใดที่เราต้องเปลี่ยนแปลงบ้างไหม?
อาจเป็นความคิดเปรียบเทียบต่างๆ นานา เรามีอะไรเขาไม่มีอะไร หรือเขาได้อะไรที่
เราไม่ได้ ความคิดอย่างนี้กั้นเราไว้จากความเข้าใจว่าพระประสงค์ของพระเจ้าเป็น
อย่างไร เพราะตามความจริงของพระเจ้าแล้วทุกคนได้รับอย่างเท่าเทียมกันคือพระ
เมตตาของพระเจ้า ไม่ว่าคนเมืองไหน เผ่าไหน เชื้อชาติอะไร การศึกษาสูงด้อยการ
ศึกษา ร่ำรวยหรือยากจน ศาสนาทางตะวันออกหรือทางตะวันตก พระเยซูทรงวาย
พระชนม์เพื่อทุกคนในโลกนี้ ซึ่งเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าและเป็นพระเมตตาของ
พระองค์


ดังนั้น การนมัสการและการดำเนินชีวิตในแต่ละวันจึงเป็นไปด้วยพระเมตตาของ
พระเจ้า เพราะทุกวันนี้เราอยู่ในพระเมตตาของพระองค์ เรามีการนมัสการฝ่าย
วิญญาณของเราเพราะพระเมตตาของพระเจ้า เรานมัสการพระเจ้าได้ตลอดเวลา
ไม่ว่าเราจะเดินทางไปเที่ยว ไปซื้อเนื้อหมูกับแม่ค้าในตลาด ไปรับส่งลูกที่โรงเรียน
เปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก หรือแม้แต่ในเวลาที่ตกระกำลำบาก วันที่ถูกขโมยของ วันที่
หุ้นตกค่าเงินลด เพราะพระเมตตาของพระเจ้าได้ทำให้เราสามารถนมัสการที่ไหน
ก็ได้ในฝ่ายวิญญาณของเรา การนมัสการของเราไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเหตุการณ์ที่
ดีหรือไม่ดี  

เราสามารถนมัสการในสถานการณ์อย่างไรก็ได้เพราะเราคือผู้ที่ได้รับพระเมตตา
ของพระเจ้า เหตุการณ์ในชีวิตไม่ได้เปลี่ยนความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ไม่ได้เปลี่ยน
สิ่งที่พระเยซูทรงทำไว้ที่ไม้กางเขนสักนิด เรานมัสการพระเจ้าด้วยฝ่ายจิตวิญญาณ
ของเรา นอกจากนั้น พระเมตตาของพระเจ้ายังเคลื่อนเราให้ปฏิบัติต่อผู้คนรอบข้าง
ตามที่พระเมตตาของพระเจ้ามีอยู่กับเขาทุกคนเหล่านั้นด้วย  เรายกโทษให้กับเพื่อน
เพราะพระเจ้าทรงมีเมตตากับเพื่อนคนนี้เหมือนกัน เราชอบที่คุณจิ๋วมีของประทาน
การรับใช้เพราะพระเมตตาของพระเจ้าที่มีต่อเขา เราอวยพรเพื่อนบ้านของเราเพราะ
พระเจ้าทรงมีพระเมตตากับเพื่อนบ้านคนนี้เหมือนกัน   แต่ถ้าเรายังปฏิบัติต่อผู้อื่นตาม
อย่างที่โลกนี้ปฏิบัติต่อกันเกรงว่าเราก็ยังไม่ได้ดำเนินชีวิตเสมือนเครื่องสักการะที่มี
ชีวิตบริสุทธิ์และเป็นที่น่าพอใจของพระเจ้า คือที่เราได้รับการชำระแล้วโดยทางพระ
โลหิตของพระเยซูคริสต์


ถ้าเช่นนั้น เราควรจะพิจารณาถึงพระเมตตาของพระเจ้า เปลี่ยนความคิดที่เป็นอย่าง
โลก เพื่อเราจะเข้าใจถึงการนมัสการและการดำเนินชีวิตของเราว่า เราได้เข้าใจพระ
ประสงค์ของพระเจ้าเกี่ยวกับการวายพระชนม์ของพระเยซูคริสต์เพื่อทุกคนในโลกนี้
จะได้รับความรอดพ้นแล้วหรือยัง รูปแบบการนมัสการที่แตกต่างจึงไม่เป็นประเด็น
ที่เราจะยกขึ้นเพราะทุกคนได้รับระบบการนมัสการพระเจ้าแบบเดียวกันแล้วคือด้วย
จิตวิญญาณของเขา การยกตนข่มท่านก็ไม่ควรมีในท่ามกลางผู้เชื่อและคนที่ไม่เชื่อ
เพราะทุกคนได้รับพระเมตตาของพระเจ้าเท่าเทียมกันในเรื่องของความรอดพ้น ให้
เราจดจำสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงกระทำบนไม้กางเขนเพื่อเราจะเข้านมัสการพระเจ้า
ในวิญญาณจิตของเราและปฏิบัติต่อเพื่อนบ้านอย่างคนที่ได้รับพระเมตตาเหมือนกัน

 

 


ต่อสู้กับการทดลอง


เคยรู้สึกบ้างไหมว่าเราเป็นคนอ่อนแอ เคยรู้สึกบ้างไหมว่าเราเป็นคนพ่ายแพ้ เคย
รู้สึกบ้างไหมว่าเราคงไม่เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า เนื่องจากว่าเราได้ตกอยู่ใน
ความบาปเพราะการทดลองที่เราไม่อาจต้านทาน บางครั้งก็ไม่ได้ตั้งใจด้วยซ้ำที่
จะทำผิดพลาดแต่กว่าจะรู้ตัว ปมปัญหามันก็เป็นก้อนใหญ่พอดูไปเสียแล้ว เมื่อกลับ
บ้านหลังจากนมัสการพระเจ้าเราก็อยากจะเริ่มต้นใหม่แต่แล้วระหว่างอาทิตย์นั้น
เราก็อยู่ในสภาพเดิม ทำให้รู้สึกถึงความเหี่ยวเฉาอย่างดอกไม้ที่กำลังจะตายเพราะ
มีการกล่าวโทษตัวเองอยู่ในความคิด รู้สึกว่าชีวิตฝ่ายวิญญาณไม่มีอิสระจากการ
ผูกมัดนี้ ใครบ้างล่ะที่จะไม่มีความอ่อนแอและไม่เจอการทดลอง


การทดลองเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่กำลังจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในพระเจ้า เราคง
ไม่สามารถคิดอย่างเดียวว่า “ในชีวิตนี้ฉันไม่ต้องการการทดลอง” แม้แต่พระเยซู
เองก็ทรงถูกทดลองด้วยเช่นกัน การทดลองของเราในชีวิตประจำวันมีมาแบบง่ายๆ
อย่างเช่น ไม่อยากพูดดีกับลูกเพราะว่าความดื้อ การทดลองที่อยากจะโกรธและไม่
พูดด้วยจนถึงวันพรุ่งนี้ก็เข้ามา หรืออาจมีเพื่อนมาชวนให้ไปเที่ยวเพลิดเพลินราตรี
กาล เราก็คิดว่าจะไปนั่งเฉยๆ แต่บรรยากาศก็ให้ เพื่อนชวนกันยกใหญ่จนการ
ทดลองก็เข้ามา หรืออาจมีการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามประเพณีที่เราไม่อาจปฏิเสธได้
และการทดลองก็เข้ามา เหตุการณ์ประจำวันแบบง่ายๆ อย่างนี้แหละที่จะมีการ
ทดลองมาถึงเรา ซึ่งการทดลองนี้มีเป้าหมายที่จะให้เราออกห่างจากพระเจ้าด้วย
ความบาป และถ้าเราไม่เอาชนะการทดลองนี้เราก็จะพินาศไปในที่สุด ซึ่งก็เข้าเป้า
ของมารร้ายเลยทีเดียว แต่พระเจ้าไม่ยอมให้เราเป็นเป้านิ่งของมารร้ายเป็นแน่แท้

พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนนั้นหมายความว่าเราผู้เชื่อได้รับการชำระโดย
พระโลหิตแล้วจริงๆ ผ่านทางความเชื่อ ซึ่งความสะอาดบริสุทธิ์นั้นเป็นพระประสงค์
ของพระเจ้าตั้งแต่แรกสำหรับมนุษย์คู่แรกในการอยู่กับพระองค์ แต่หลังจากที่มนุษย์
คู่แรกได้ทำผิดพลาดนั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนไป โลกทวีคูณความชั่วร้ายและความบาป
มากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่มีทางอื่นแล้วที่จะรอดได้แม้แต่กฎบัญญัติก็ไม่ช่วยอะไร นอกจาก
ทางเดียวที่พระเจ้ารู้ว่าจะสามารถช่วยมนุษย์ให้สะอาดบริสุทธิ์อีกครั้งเพื่อจะอยู่กับ
พระองค์อีก คือทางพระเยซูคริสต์เจ้า พระบุตรองค์เดียวของพระองค์   ถ้าเราเชื่อใน
พระเยซู เราก็จะมีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นผู้ใหญ่ในพระเจ้า แต่ว่าเราจะต้องรู้จัก
กับคำว่า “กลับใจใหม่”  เมื่อทำผิดพลาดในความบาปเราต้องกลับใจใหม่ ความผิด
บาปนี้มีอยู่ทั้งทางการกระทำ แต่ก่อนที่จะมีการกระทำความผิดบาปนี้เกิดขึ้นที่ในใจ
ในความคิดก่อนแล้ว 

ดังนั้น การกลับใจใหม่อย่างรวดเร็วนั้นคือเราขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะแจ้งให้เรา
ทราบถึงสิ่งที่เราต้องกลับใจใหม่ ความสัมพันธ์กับพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณ
บริสุทธิ์มีส่วนสำคัญในการต่อสู้กับการทดลอง เราไม่ต้องเครียดเคร่งว่าเรากำลังต่อสู้
กับการทดลอง แต่ให้มุ่งมั่นแสวงหาพระเจ้าและมีความสัมพันธ์สนิทกับพระองค์ก่อน
นี่ต่างหากที่จะทำให้เราต่อสู้กับการทดลองได้ ถ้ายังสู้ไม่ได้ยิ่งต้องแสวงหาพระเจ้า
ให้มากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าเราทุกคนจะพบกับการทดลองเพราะว่าโลกนี้มีความชั่วร้าย
และความบาปมากมาย ผลแห่งความบาปที่เราเคยทำผิดพลาดในการทดลองต่างๆ
นั้นอาจให้แผลเป็นไว้กับเรา อาจทำให้หน่วยความจำในสมองของเราบันทึกภาพที่
เราไม่ชอบ อาจทำให้เรามีประสบการณ์ที่แย่ๆ เมื่อเรากลับใจใหม่เดินทางชีวิตกับพระ
เยซูคริสต์ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะสร้างเราจะสอนให้เข้าใจว่าพระเจ้าทรงมองเห็นว่า
เราเป็นคนชอบธรรมและสะอาจบริสุทธิ์อย่างไร และเราจะมองเห็นตัวเราอย่างที่เรา
เห็นในพระเนตรของพระองค์ ยิ่งเราเข้าใกล้พระเจ้าเราจะยิ่งมีสิริสง่าราศีของพระเจ้า
เราจะได้รับการรื้อฟื้นขึ้นใหม่ เราจะพูดว่า “ฉันเป็นคนที่งดงามสะอาดในสายพระ
เนตรของพระเจ้าเพราะพระเจ้าตรัสเช่นนั้น” เมื่อพระเจ้าตรัสสิ่งนั้นก็เกิดขึ้นจริงๆ  
ความรักของพระเจ้าจะสวมทับเราและจะสวมทับทุกบาดแผล ทุกความทรงจำ ทุก
ประสบการณ์ เราจะมองเห็นแต่ความรักของพระเจ้าไม่ใช่มองเห็นแต่ความผิดพลาด
และการกล่าวโทษ


สิ่งที่จะช่วยให้เรามีกำลังใจในขณะที่กำลังต่อสู้กับการทดลองนั้นก็คือ เรามั่นใจว่า
พระเยซูทรงเข้าใจความอ่อนแอของเรา เพราะว่าพระเยซูก็เป็นมนุษย์เหมือนกันถูก
ทดลองเหมือนกัน พระเยซูตรัสไว้ว่าเรา “เป็นพี่น้องของพระองค์” เพื่อว่าเราจะไม่ต้อง
อายพระองค์ ถ้าเรากลับใจเราจะได้พบพระลักษณะของพระเจ้าตั้งแต่วินาทีแรกของ
การกลับใจจนถึงวันที่เราเป็นอิสระจากการทดลองจนถึงวันที่เราเป็นผู้ใหญ่ในพระ
คริสต์ จุดจบของการต่อสู้มีแต่ชนะ เพราะพระเจ้าทรงสัญญาที่จะให้สติปัญญากับผู้
ที่ทูลขอสติปัญญาเพื่อจะออกจากการทดลอง และการทดลองเป็นบททดสอบเพื่อเรา
จะสอบผ่านและโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในพระเจ้า


ยากอบ 1:12 “คนที่มีมานะอดทนต่อการทดลองก็เป็นสุข เพราะเมื่อเขาผ่านการ
ทดลองแล้ว เขาจะได้รับมงกุฎแห่งชีวิตที่พระเจ้าได้สัญญาไว้กับบรรดาผู้ที่รักพระองค์” 


คำหนุนใจในครั้งนี้มีอยู่ว่า กุญแจสำคัญที่สุดของการชนะการทดลองก็คือ “ความรัก” 
...เขาจะได้รับมงกุฎแห่งชีวิตที่พระเจ้าได้สัญญาไว้กับบรรดาผู้ที่รักพระองค์  ไม่มีใคร
ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์จะไม่มีความรักกับพระเยซูคริสต์ และเพราะความรักที่มีต่อพระ
เยซูคริสต์นี่แหละจะเป็นขุมพลังอันยิ่งใหญ่ที่เราจะไม่เชื่อตัวเองว่าเราผ่านการทดลอง
มาได้อย่างไร  ความรักประกอบกับพระคำ การอธิษฐาน การสรรเสริญนมัสการ จะเกิด
ความสัมพันธ์กับพระเจ้า เข้าใจและซาบซึ้งถึงความรักของพระเจ้าที่มีต่อเรามากขึ้นๆ
จนเรารู้ตัวว่าเรางดงามเพียงใดในสายพระเนตรของพระองค์ จนเรารักตอบพระองค์
อย่างสุดจิตสุดใจสุดกำลังสุดความคิด และรักเช่นนี้แหละที่จะทำให้เราชนะการทดลอง
ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนในการเผชิญและเดินผ่านการทดลองที่เข้ามาในชีวิต เพราะ
เห็นอยู่แล้วว่าข้างหน้านั้นมีชัยชนะและมงกุฏที่พระเจ้ารอที่จะมอบให้กับผู้ที่รักพระองค์

บงกช ฮัดซัน

 

 

 

 

 

คำถาม

เรารู้ได้อย่างไรว่ามีการทรงสถิตอยู่ของพระเจ้าในที่ประชุม?


คำตอบ


เพื่อจะได้ขยายคำตอบออกไปได้ ก็จะโยนคำถามกลับไปอย่างนี้ว่า “มีการประชุม
ใดบ้างที่ไม่มีการสถิตอยู่ของพระเจ้า?” ตามความคิดที่จำกัดก็น่าจะคิดว่าเป็นการ
ประชุมที่เต็มไปด้วยความชั่วร้าย วิญญาณชั่วอะไรทำนองนั้น แต่หากเราเชื่อว่า
พระเจ้าทรงสถิตอยู่ในทุกแห่งหนคำตอบนี้ก็เป็นอันใช้ไม่ได้ไป  มีข้อพระคำที่บอก
ให้เราทราบว่าพระเจ้าประทับอยู่ทุกที่แม้ในแดนคนตาย (สดด.
139) พระเยซูไปใน
แดนคนตาย ไม่มีอะไรที่จะไม่ให้พระเจ้าสถิตอยู่ด้วยถ้าพระองค์จะเข้าไป



การปรากฏของพระเจ้ามีทั้งแบบเหนือธรรมชาติและอย่างธรรมชาติ เราสามารถที่จะ
มุ่งหวังการปรากฏของพระเจ้าในชีวิตของเราได้ทั้งสองแบบ และทั้งในที่ประชุมด้วย
จริงๆ แล้วพระเจ้าก็สถิตอยู่ในทุกแห่งหนอยู่แล้วแม้แต่ภายในเรา จึงไม่ต้องสงสัยเลย
ว่าพระเจ้าทรงอยู่ในการประชุมทุกแห่ง และพระเยซูตรัสว่า “....เพราะที่ไหนมีสองสาม
คนมาร่วมชุมนุมกันในนามของเรา เราก็อยู่กับพวกเขาที่นั่น” มัทธิว
18:20 คำถามอาจ
เจาะจงถึงการประชุมของคริสเตียนจึงขอตอบว่าเราไม่ขาดการทรงสถิตของพระเจ้า
เมื่อเรามาร่วมกันในนามของพระเยซู ซึ่งทุกกลุ่มเซล ทุกคริสตจักร ทุกโรงพยาบาล
ทุกวัด ที่เราไปหรือที่มีคนมาเพียงไม่กี่คนร่วมกันในนามของพระเยซู พระเยซูก็อยู่กับ
พวกเราที่นั่น จึงขอให้มั่นใจและเชื่อคำของพระเยซู

บงกช ฮัดซัน

 

 

มิถุนายน-กรกฏาคม 2008

 

 

 

 

 
i
นมัสการ
เพลง
แบ่งปัน

 

Albums

ไหลลงมา (2001)

ข้าจะรักและบูชา (2004)

เหนือโลกา (2006)

Leadsheets